วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โทรทัศน์ครู


การสอนวิทยาศาสตร์  ระดับชั้นประถมศึกษา
เรื่ิอง ดาราศาสตร์และอวกาศ 


จากคลิปวีดีโอข้างต้นนี้
          เป็นการสอนการสอนเรื่องดาราศาสตร์และอวกาศ   ในระดับชั้นประถมศึกษา  ที่สามารถทำให้นักเรียนเห็นภาพจำลองบนอวกาศที่เป็นภาพเสมือนจริงและเป็นการสอนเกี่ยวกับเรื่องแบบจำลองระบบสุริยะจักรวาลสามารถนำไปประยุกต์สอนนักเรียนได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีครูไม่เพียงพอในการจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน และสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างมากเพราะมีสื่อที่อธิบายแบบเห็นภาพเหมือนจริงมากโดยปกตินักเรียนจะไม่ค่อยสอนใจเมื่อนำสื่อนี้ไปสอนแล้วนักเรียนก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่าในอวกาศนั้นเป็นอย่างไรทำให้นักเรียนสนใจในการเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้นการสอนเรื่องดาราศาสตร์เป็นสิ่งที่สอนยากถ้าไม่มีสื่อมาช่วยสอน ที่นำเสนอเป็นเทคนิคการสอนที่ดีมาก เพราะสื่อที่ใช้เป็นสื่อที่หาง่ายและครูควรหาวิธีการสอนที่แปลกใหม่มาสอนเด็กแต่ถ้าครูใช้วิธีการสอนเดิมๆ ก็จะทำให้นักเรียนเบื่อไม่อยากเรียนดังนั้นครูควรมีสื่อการเรียนการสอนที่ใช้สอนนักเรียนแล้วทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แต่การใช้สื่อควรคำนึงถึงวัยของผู้เรียนด้วย และเป็นคลิปวีดีโอที่เราสาสมารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ที่มา:http://www.thaiteachers.tv/
วันที่   20 กุมภาพันธ์  2556

โทรทัศน์ครู


การสอนวิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษา
เรื่อง  สถานะของสาร




จากคลิปวีดีโอข้างต้นนี้
                เป็นคลิปวีดีโอการสอน วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1  โดยอาจารย์ กอบวิทย์  พิริยะวัฒน์   สอนเรื่อง สถานะของสาร     เป็นคุณครูที่นำบทบาทสมสุติมาประยุกต์ใช้ในการประกอบการเรียนการสอน โดยทำให้นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนมากขึ้นทำให้นักเรียนอยากรู้อยากเห็นว่าวันนี้คุณครูมีเรื่องอะไรที่หน้าตื่นเต้นมาสอนและเมื่อนักเรียนอยากรู้อยากเห็นจึงทำให้การเรียนการสอนของครูไม่น่าเบื่อและทำให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องของสถานะของสารที่คุณครูสอนได้ง่ายขึ้น  และให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนครั้งนี้เพราะถ้านักเรียนได้ลงมือกระทำเองหรือที่เรียกว่า  ลองผิดลองถูก  นักเรียนจะจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น  และควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่คุณครูสอนเพราะสื่อเป็นตัวช่วยที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี นอกจากนั้นก็ต้องมีการสาธิตให้นักเรียนเห็นว่าสารแต่ละสถานะมีความแตกต่างกันอย่างไรโดยทำให้นักเรียนสามราถมองเห็นได้อย่างชัดเจน   จึงทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียนทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป  เพราะคุณครูมีกลวิธีการสอนที่แปลกใหม่

ที่มา:http://www.youtube.com/watch?v=r3TKNNh7GTo
วันที่   20กุมภาพันธ์  2556

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

E-Mail


 

E-Mail คืออะไร
E-Mail ย่อมาจาก  EIectronic –Mail คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ 
Internet )การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่งเพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า E-mail Address เป็นหลักในการรับส่ง แต่ถ้าในกรณีที่เป็นการส่งอีเมลหรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ เราเรียกว่าSpam  และเรียกอีเมลนั้นว่าเป็น spam mail
    
E-Mail  กับการเรียนการสอน
 
รวดเร็ว เชื่อถือได้
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง และลดการใช้กระดาษ
ลดเวลาในการส่งเอกสารลงเพราะผู้ส่งไม่ต้องเสียเวลาไปส่งเอง หรือรอไปรษณีย์ไปส่งให้
ผู้ส่งสามารถส่งเอกสารได้ตลอดไม่จำกัดเวลา หรือระยะทางในการส่งในขณะที่ผู้อ่านก็สามารถเปิดอ่านเอกสารได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
สามารถส่งต่อกันได้สะดวกและผู้ส่งสามารถส่งให้ผู้รับได้พร้อมๆกันหลายคนในเวลาเดียวกัน
  ส่งงานได้ตรงเวลา  ตรวจสอบได้
ลดข้อจำกัดในเรื่องเวลา และการรวมกลุ่ม
 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนนอกเวลาเพิ่มขึ้น
ผู้สอนสามารถตรวจสอบประเมินผลได้ทันที

ข้อมูลอ้างอิง
http://guru.sanook.com
http://mtbkzone.exteen.com
http://www.ismed.or.th
วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

e-Learning



 

                         คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น

                      ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)

                         คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้


 e-Learning กับการเรียนการสอน

 

 

เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล

ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน

ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน

ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี

ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

 

ที่มา:http://www.thaiedunet.com/ten_content/what_elearn.html

วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

 

 

 

Blog


                                                            

         Blog มาจากศัพท์คำเต็มว่า WeBlog  คือ เว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่เจ้าของ หรือ Blogger สามารถบันทึกเรื่องราวของตนเองลงในเว็บได้ตลอดเวลานอกจากนี้แล้ว Blog ยังเป็นพื้นที่ให้ Blogger โพสต์ข้อมูล หรือใส่ความรู้ประสบการณ์ เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ เช่น คุณหมอ เปิดบล็อกแนะนำเรื่องสุขภาพเป็นต้น การสร้างเว็บบล็อกสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ซับซ้อนไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา
HTML อย่างน้อยขอให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ภายในเว็บบล็อก จะมีระบบบริหารจัดการเว็บไซต์พื้นฐานให้แล้วโดยการสร้างเครื่องมือสำหรับ เขียนเรื่อง โพสรูป จัดหมวดหมู่ และลูกเล่นอื่นๆที่ผู้จัดทำพยายามสร้างเพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ให้เข้าไปใช้บริการเสน่ห์ของบล็อกอยู่ที่ผู้อ่านและผู้เขียนสามารถโต้ตอบกันได้ (Interactive) โดยการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายที่เรื่องนั้นๆ  ข้อแตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์ทั่วไปคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูลสามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียนซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที
      ในปัจจุบันบล็อกถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสารการแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆโดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่ายตัวอย่างผู้ให้บริการ Blog เช่น Bloggang, exteenหรือ BlogKaหรือต่างประเทศเช่น Blogger, Wordpress, MySpace
      บล็อกซอฟต์แวร์ หรือ บล็อกแวร์ คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต ในลักษณะของระบบจัดการเนื้อหาเว็บที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้เขียนหรือดูแลบล็อกจะแยกจากกันต่างหากส่งผลให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้าน HTML หรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ทำให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบริหารจัดการ เพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศแทนได้ นอกจากนี้บล็อกซอฟต์แวร์จะสนับสนุนระบบ
WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียน

Blog กับการเรียนการสอน
              
                Blog สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการ พัฒนาการเรียนการสอน การจัดการความรู้และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีเราสามารถสร้าง Blog ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันได้มีการจัดสร้าง Website เพื่อรองรับการสร้าง Blog โดยไม่เสียค่า ใช้จ่ายใด เช่น http://gotoknow.org สำหรับการนำ เสนอบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และประสบการณ์ ของคนทำงาน http://learners.in.th สำหรับส่งเสริมการเรียนการสอนและ http://researcher.in.th สำหรับเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียน รู้ของนักวิจัย โดยทั้ง 3 Websites สนับสนุนโดยสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (ส.ค.ส)

               การใช้
Blog สนับสนุนการเรียนการสอน จะช่วยให้ทั้ง ผู้เรียนและผู้สอนสื่อสารข้อมูลข่าวสารถึงกันได้อย่างสะดวก และเป็นโอกาสให้คนอื่นๆที่เข้าใช้อินเตอร์เน็ตได้ สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น ต่อยอดความรู้ความคิดได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วย นอก จากนี้ Blog ยังสามารถเป็นแหล่งจัดเก็บและนำเสนอผล งานของครูและผู้เรียนได้เป็นอย่างดี การพัฒนาความ รู้ความสามารถให้ครูเข้าใจและสามารถสร้าง Blog เพื่อ ใช้ในการเรียนการสอนได้ จะเป็นหนทางไปสู่การปฏิรูป การเรียนการสอนให้เป็นผลสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง
http://th.wikipedia.org
http://edclass.pn.psu.ac.th
http://www.oknation.net
วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

e-book

                                                                  


                e-Bookย่อมาจากคำว่า Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์

คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป

 

E-book  กับการเรียนการสอน

 

1. ผู้ใช้สามารถอ่านหนังสือได้ในทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการเรียนรู้

e-book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งในความสามารถของเครื่อง Palm ที่จะสามารถทำให้คุณเก็บบันทึกเอกสาร Text File ลงใน Palm ให้อยู่ในรูปแบบ e-book โดยการอ่าน e-book นั้น จะต้องมี Software ที่เข้ามาสนับสนุนการอ่าน File ของ e-book เช่น TealDoc,CspotRun,SmartDoc (Quick word),isilo และอื่นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ของ e-book นั้น จะช่วยให้คุณนำเอกสารจากเครื่อง PC ของคุณติดตัวไปกับคุณได้ เช่น คู่มือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลการเดินทาง เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน และอื่นๆ อีกมาก

2. เป็นสื่อรูปแบบใหม่ที่ผู้สอนสามารถใช้ประกอบการสอน

ผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยกำหนดเป็นเอกสาร การสอนในรายวิชาต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนอ่านสะดวก เนื่องจากผู้เรียนสามารถอ่านได้พร้อมๆ กันหลายคน อ่านได้ทุกที่ที่มีการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ต ถ้าผู้เรียนมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆ ก็สามารถดาวน์โหลดเก็บไว้ในเครื่องของตนเอง ทำให้ไม่สิ้นเปลืองกระดาษนอกจากนั้นผู้สอนยังสามารถตรวจสอบได้ว่ามีใครเข้ามาอ่านแล้วบ้าง จึงเท่ากับเป็นการ ติดตามประเมินผลผู้เรียนอีกทางหนึ่ง

 


วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

Web Quest


 

               (Dodge,1997)  Web Quest คือกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้ โดยมีฐานสารสนเทศที่ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย บนแหล่งต่างๆบนอินเทอร์เน็ต และอาจเสริมด้วยระบบการประชุมทางไกล โดยมีเป้าหมายที่จะนำแหล่งความรู้ที่หลากหลายบนเครือข่าย World Wide Web มาใช้เป็นฐานในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยผู้เรียนแสวงรู้จากแหล่งความรู้ที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ Web Quest ได้รับการออกแบบที่จะใช้เวลาของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้สารสนเทศมากกว่าการแสวงหาสารสนเทศ

     (วสันต์ อติศัพท์, 2547) ได้ให้คำจำกัดความภาษาไทยว่า บทเรียนแสวงรู้บนเว็บซึ่งหมายถึงเว็บเพื่อการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถที่จะสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

     ความหมายโดยรวม Web Quest  คือเป็นการใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายบนระบบอินเทอร์เน็ตมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้สอนในรูปแบบของกิจกรรมและสมมติฐาน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้มาบูรณาการ ฝึกนิสัยและทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระบวนการทำงานกลุ่มและการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ บนระบบอินเทอร์เน็ต

ประเภทของ Web Quest

1. Web Quest ระยะสั้น (Quest Short Term Web Quest )มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาและบูรณาการความรู้ในระดับเบื้องต้น ที่ผู้เรียนจะเผชิญและสร้างประสบการณ์กับแหล่งความรู้ใหม่ๆ ที่สำคัญจำนวนหนึ่งและสร้างความหมายให้กับประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเอง Web Quest ประเภทนี้ใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1 - 3 คาบเรียน

2. Web Quest ระยะยาว (Longer Term Web Quest) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระดับการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ซึ่งเมื่อจบบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์องค์ความรู้ที่ลึกซึ้งและถ่ายโอนไปใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ และสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจในเนื้อหานั้นด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมา อาจจะอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือในรูปแบบอื่นก็ได้ โดยทั่วไป Web Quest แบบนี้จะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน

 

Web Quest กับการเรียนการสอน

 
                  1. การแสวงรู้ (Inquiry) ในสังคมสารสนเทศมีองค์ความรู้มหาศาลทั่วทุกหนแห่ง ความรู้ไม่ได้จำกัดที่ตัวครู หนังสือ ตำรา ห้องสมุด หากแต่มีอยู่ในแหล่งความรู้ชุมชน บนแหล่งสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ดังนั้นบรรยายกาศห้องเรียนต้องเป็นสถานที่ที่จะส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งความรู้เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นและทักษะในการแสวงหาความรู้พัฒนาตนเองเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง(self-directed learner) ผู้เรียนต้องได้รับการสนับสนุนให้รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อเป็นทักษะในการดำรงชีวิตในยุคใหม่ ที่จะต้องมีการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต
 
                        
2. การสะท้อนคิด (Reflection) จากสารสนเทศในสังคมใหม่มีอยู่อย่างมหาศาล ผู้เรียนจึงต้องมีทักษะในการกลั่นกรองสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ได้ว่าว่าสิ่งใดดี ไม่ดี เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม และสังเคราะหเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวันและในวิชาชีพต่อไป

                          
3. การใช้เทคโนโลยี (Technology-use) เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแสวงหาความรู้ใหม่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่อยู่ในรูปสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ที่ความรู้ที่ไร้พรหมแดน ผู้สอนจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และการแสวงหาความรู้ใหม่ ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน ในห้องสมุด หรือแม้แต่ในห้องปฏิบัติการ
                            
4. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge construction) ทฤษฎีการเรียนรู้แนวคอนสตรัคทิวิสม์เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการส่งเสริมการเรียนรู้ในยุคสังคมสารสนเทศ แนวคิดนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าผู้เรียนเองเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ โดยการลงมือปฏิบัติ แสวงหาเหตุผล ค่อยๆ ทำความเข้าใจจนได้ข้อสรุป เป็นการได้ความรู้โดยผ่านกระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ด้วยตัวผู้เรียนเอง ทฤษฎี แนวคิดใหม่ๆ ในใจของผู้เรียนจะเพิ่มพูน เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยตรรกะต่างๆ ที่สร้างสมจากการเรียนรู้ของเขาเอง ในสังคมสาร-สนเทศผู้เรียนไม่ใช่มีเพียงทักษะการแสวงหาความรู้ แต่ต้องมีทักษะในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเองด้วย

 

ที่มา:http://cominternetblog.blogspot.com/2012/11/web-quest.html

วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

Video Conference


 

                        วิดีโอมีลักษณะการส่งสัญญาณภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง สัญญาณภาพที่ส่งมีลักษณะเป็น เฟรม (หนึ่งเฟรมเท่ากับหนึ่งภาพ) ในวินาทีหนึ่งต้องทำให้ได้ มากกว่า 17 เฟรม จึงจะเห็นเป็นภาพต่อเนื่อง ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทยส่ง 25 เฟรมต่อวินาที ส่วนระบบ NTSC ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ส่ง 30 เฟรมต่อวินาทีหัวใจในการทำงานของระบบ Video Conference  คือ Codec เป็นคำย่อมาจาก Code และ Decode คือ การเข้ารหัสและการถอดรหัสจากข้อมูลภาพที่มีจำนวนเส้น 625 เส้น 25 เฟรมต่อวินาที (กรณีสัญญาณ PAL ) เมื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลแล้วจะต้องเปลี่ยนกลับเป็น Pixel หรือจุดสี  ตามมาตรฐาน CCITT H.261 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญที่กำหนดในเรื่องการเข้ารหัส กำหนดจำนวนเส้นใช้เพียง 288 เส้น แต่ละ เส้นมีความละเอียด 352 pixel นั่นหมายถึงจะมีความละเอียดเท่ากับ 352×288 pixel เรียกฟอร์แมต การแสดงผลนี้ว่า Common Intermediate format และยังยอมให้ใช้ความละเอียดแบบหนึ่งในสี่ คือลดจำนวนเส้นเหลือ 144 เส้น และ pixel หรือ 176 pixel ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของจอภาพ ถ้าใช้จอภาพขนาดเล็ก จำนวน pixel ก็ลดลงไปได้ยกระดับมาตรฐานการศึกษาของนักเรียนและสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ
Video Conference กับการเรียนการสอนระจายความเจริญและทรัพยากรทางด้านการศึกษาไปทุกพื้นที่ หรือจังหวัดที่ห่างไกล
ของเยาวชง
ด้านการศึกษาไปทุกพื้นที่ หรือจังหวัดที่ห่างไกล
ของเยาวชง
ทางการยกกระดับมาตรฐานการศึกษาของนักเรียนและสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ
กระจายความเจริญและทรัพยากรทางด้านการศึกษาไปทุกพื้นที่ หรือจังหวัดที่ห่างไกล
เปิดโลกยุคโลกาภิวัฒน์ทางด้านการศึกษาของเยาวชนไทยให้กว้างขึ้น
แหล่งข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะมาจากแหล่งข้อมูลจริงและทันต่อเหตุการณ์
สร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ที่ทุกพื้นที่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ ด้านธุรกิจ
สร้างภาพพจน์ของความเป็นผู้นำให้แก่กลุ่มธุรกิจ หรือบริษัทฯ ในเครือ
ได้รับความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารขององค์กร ที่จะรับ-ส่ง ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว , E-mail
ข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีความหลากหลายและกว้างขวาง ทำให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เพิ่มการให้บริการที่ดีรวดเร็ว แก่ลูกค้าขององค์กรในปัจจุบัน
เพิ่มช่องทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ของผู้ใช้บริการแก่สาธารณชน รวมทั้งการนำเสนอเพื่อกระจายข้อมูลไปยังทั่วโลกได้
เพิ่มช่องทางการตลาดของสินค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น
สามารถประกอบธุรกิจแบบเรียลไทม์ เช่น การตัดหักชำระค่าบริการผ่านอินเตอร์เน็ตจากบัตรเครดิตต่างๆ ได้
ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารต่ำ เมื่อเทียบกับการใช้ โทรสาร หรือ โทรศัพท์
ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
ประหยัดทรัพยากรที่มีคุณค่า
สนับสนุนให้ประชากรมีทักษะในด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น
ลาดของสินค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น
สามารถประกอบธุรกิจแบบเรียลไทม์ เช่น การตัดหักชำระค่าบริการผ่านอินเตอร์เน็ตจากบัตรเครดิตต่างๆ ได้
ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารต่ำ เมื่อเทียบกับการใช้ โทรสาร หรือ โทรศัพท์
ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
ที่มา: http://nooteab.wordpress.com
วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

สามารถประกอบธุรกิจแบบเรียลไทม์ เช่น การตัดหักชำระค่าบริการผ่านอินเตอร์เน็ตจากบัตรเครดิตต่างๆ ได้

Social Media


 
Social ในที่นี้หมายถึง สังคมออนไลน์

Media ในที่นี้หมายถึง เนื้อหา เรื่องราว และบทความ

Social Media จึงหมายถึงสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่า เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์  ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

เนื้อหาของ Social Media โดยทั่วไปเปรียบได้หลายรูปแบบ ทั้ง กระดานความคิดเห็น (Discussion boards), เว็บบล็อค (Weblogs), วิกิ (wikis), Podcasts, รูปภาพ และวิดีโอ  ส่วนเทคโนโลยีที่รองรับเนื้อหาเหล่านี้ก็รวมถึง เว็บบล็อค(Weblogs), เว็บไซต์แชร์รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์วิดีโอ, เว็บบอร์ด, อีเมล์, เว็บไซต์แชร์เพลง, Instant Messaging, Tool ที่ให้บริการ Voice over IP เป็นต้น

สังคมออนไลน์กับการเรียนการสอน



การเรียนการสอนยุคใหม่ ความรู้และปฏิสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน

ขอเริ่มประเดิมการเขียน blog ครั้งแรกของตัวเอง ด้วยเรื่องสังคมออนไลน์กับการเรียนการสอนในปัจจุบันนะคะ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทิศทางพัฒนาการทางสังคมในปัจจุบัน มีแนวโน้มการพัฒนาไปสู่สังคมออนไลน์ (Social Network)กันมากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากเราใช้บริการสังคมออนไลน์ เช่น Facebook MySpace hi5 MSN หรือ กระดานถามตอบยอดนิยมอย่าง pantip.com กันมากขึ้น ซึ่งเว็บเหล่านี้ทำให้ผู้คนรู้จักกันได้ง่ายขึ้น และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคมออนไลน์คือ สังคมออนไลน์เป็นสังคมที่รวมบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

วันนี้ได้มีโอกาสอ่าน blog ต่างประเทศมีผู้สอนท่านหนึ่งให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ลักษณะการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงรูปแบบเดิมๆ คือ ให้นักเรียนถือหนังสือไว้ในมือแล้วนั่งเงียบ ฟังผู้สอนให้ความรู้ ในขณะที่นิสิตนักศึกษาและโลกมีการเปลี่ยนแปลงแบบหมุนกลับ การเรียนการสอนยุคใหม่ ความรู้และปฏิสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน เราจึงควรมีการผสมผสานกันระหว่างการเรียนในชั้นเรียน และการนำระบบเทคโนโลยี เช่น e-Learningหรือ Social Network ต่างๆ มาช่วยในการเรียนการสอน เพื่อเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ และเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง และมีผู้สอนท่านหนึ่งได้นำน้องใหม่อย่าง Twitterมาใช้ในการสอน เพื่อให้มีการติดต่อผู้เรียนและกระตุ้นการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา โดยได้เขียนตัวอย่างไว้เป็นขั้นตอนอย่างน่าสนใจ เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่นะคะ http://academhack.outsidethetext.com/home/2008/so-you-want-to-microblog-twitter-with-your-students/ ซึ่งพออ่านแล้วทำให้สนใจอยากรู้ว่าTwitter คืออะไรและมีลักษณะการใช้งานอย่างไร จึงได้ศึกษาต่อจนได้ความรู้ว่า

Twitter (ทวิตเตอร์) เป็นเว็บที่ให้บริการเขียนBlogที่เราสามารถโพสต์ข้อความได้ไม่เกิน 140ตัวอักษร (Microblog) เป็นข้อความสั้นๆ ที่จะบอกกับผู้ที่สนใจจะติดตามเรา (Follower)ว่าเรากำลังทำอะไรคล้ายกับ Status Messageของ MSN ข้อดีของ Microblog ก็คือ สั้น ง่าย และรวดเร็ว ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผู้รับจะได้มีเพียงเนื้อหาสาระสำคัญเท่านั้น ช่วยลดเวลาของผู้อ่าน และผู้เขียนก็ไม่ต้องพิมพ์อะไรยืดยาวเช่นกัน เราสามารถบอกสถานะของเราให้เพื่อนทราบได้ 4 ช่องทาง คือ

1.ส่งข้อความเป็นแบบ SMS ได้ฟรีถึง13,000 Message ต่อปี

2.ส่งข้อความด้วยโปรแกรมแชท (IM : Instant Messaging)ปัจจุบันใช้โปรแกรม Google Talk (GTalk) , Livejournal ,และ jabber เป็นหลัก (ยังไม่สนับสนุน MSN Messenger)

3.ส่งข้อความผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ ในGPRS

4.การเขียนข้อความใน Twitterของเราเองในเว็บไซต์

เราสามารถประยุกต์ใช้Twitterในการเล่าบรรยากาศการประชุมสัมมนา ประเด็นต่างๆ ที่บรรยาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือ การประกาศข่าวสารต่างๆ ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของTwitter ข้อความต่างๆ จะถูกกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะข้อความที่สั้นและเข้าใจง่าย ทำให้ Twitterเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ใช้ ทั้งในกลุ่มบุคคลธรรมดา นักเรียน นิสิตนักศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักแสดง นักร้อง นักการตลาด องค์กร ร้านค้าต่างๆ นักข่าว ข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญระดับประเทศ ดังตัวอย่างบุคคล เช่น @BarackObama @apirak_news @QueenRania @KornDemocrat @abhisit @mark_abhisit @PM_Abhisit เป็นต้น

 
ที่มา: http://www.marketingoops.com/digital/social-media/what-is-social-media/
วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

แท็บเล็ต (Tablet)


 

"แท็บเล็ต - Tablet" ในความหมายแท้จริงแล้วก็คือแผ่นจารึกที่เอาไว้บันทึกข้อความต่างๆโดยการเขียน (อาจจะเป็นกระดาษ, ดิน, ขี้ผื้ง, ไม้) และมีการใช้กันมานานแล้วในอดีต แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้แนวคิดนี้ขึ้นมาแทนที่ซึ่งมีหลายบริษัทได้ให้คำนิยามที่แตกต่างกันไป หลักๆแล้วก็มี 2 ความหมายด้วยกันคือ "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet Personal Computer)" และ "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสั้นๆว่า "แท็บเล็ต - Tablet"

แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet personal computer)

"แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet personal computer)" คือ "เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้และใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก ออกแบบให้สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากทาง Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Microsoft Tablet PC ในปี 2001 แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปและไม่เป็นที่นิยมมากนัก

"แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" ไม่เหมือนกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ Laptops ตรงที่อาจจะไม่มีแป้นพิมพ์ในการใช้งาน แต่อาจจะใช้แป้นพิมพ์เสมือนจริงในการใช้งานแทน (มีแป้นพิมพ์ปรากฎบนหน้าจอใช้การสัมผัสในการพิมพ์) "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" ทุกเครื่องจะมีอุปกรณ์ไร้สายสำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและระบบเครือข่ายภายใน

แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer หรือ แท็บเล็ต - Tablet

"แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสั้นๆว่า "แท็บเล็ต - Tablet" คือ "เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊ค

บุ๊คแบบconvertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม"  ซึ่งทางบริษัท Apple ผู้ผลิต "ไอแพด - iPad" ได้เรียกอุปกรณ์ของตัวเองว่าเป็น "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" เครื่องแรก

 

ความแตกต่างระหว่าง "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet computer" และ "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC"

เริ่มแรก "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" จะใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของ Intel เป็นพื้นฐานและมีการปรับแต่งนำเอาระบบปฏิบัติการหรือ OS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ Personal Computer - PC มาทำให้สามารถใช้การสัมผัสในการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น Windows 7 หรือ Ubuntu Linux แทนที่จะใช้แป้นพิมพ์คีย์บอร์ดหรือเมาส์ และเนื่องจากเป็นการรวมกันระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows และหน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ของ Intel ทำให้มีคนเรียกกันว่า "Wintel"

** สรุปความหมายของแท็บเล็ตสั้นๆ ก็คือ คอมพิวเตอร์พกพาหรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางที่มีหน้าจอแบบสัมผัสในการใช้งานเป็นหลัก

 

 

ประโยชน์ของ Tablet ด้านการศึกษา

ประโยชน์ของการใช้ Tablet ในด้านการศึกษาเมื่อใช้ Tablet แทนตำราเรียน ช่วยบันทึกข้อมูลการเรียน การสอนได้หลายรูปแบบ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือใช้แทนสื่อการเรียนการสอน จึงมีประโยชน์มากมายอาทิเช่น

1.ใช้แทนตำราเรียนได้ ,

2.ใช้ในการบันทึกการเรียนการสอน  สามารถจดบันทึกแบบรายมือเขียน หรือพิมพ์ข้อความได้ สามารถเลือกบันทึกเสียง ภาพนิ่ง ภาพวิดีโอได้

,3.สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ โดยผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นักเรียนที่อยู่ห่างไกลหรือชนบท สามารถเรียนผ่านทางออนไลน์ได้ แก้ปัญหาความขาดแคลนไม่ทั่วถึงของการศึกษาได้

4.ใช้แทนสื่อการเรียนการสอน และสามารถใช้แอพพลิเคชั่น เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน เช่น แผนที่  ภาพจากเว็บไซต์ คลิปวิดีโอ

5.ใช้สื่อสารผ่านการเชื่อมต่อ Internet ได้ทุกที่ทุกเวลา ครุและนักเรียนที่ใช้ Tablet สามารถติดต่อสื่อสารนอกเวลาได้ ส่งอีเมล์หากันใช้โปรแกรมพูดคุยปรึกษากันได้

http://www.tabletd.com/articles/289

วันที่14 กุมภาพันธ์  2556

 

 

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อาหารหลัก 5 หมู่


 


          อาหารเป็นแหล่งพลังงานและทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ากินถูกสัดส่วนและครบทุกหมู่ โดยสารอาหารนั้นมี 5 ชนิด แต่ละชนิดนั้น จะมีมากในอาหารแต่ละชนิด เราจะแยกอาหารที่มีสารอาหารเหมือนกันมาไว้ด้วยกัน เพื่อง่ายในการจดจำ ดังต่อไปนี้

ภาพอาหารหลัก 5 หมู่


อาหารหลัก 5 หมู่ แยกออกได้ดังนี้

1. เนื้อ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และงา เป็นอาหารประเภทโปรตีน
บทบาทของโปรตีน
- สร้างเซลล์เนื้อเยื่อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- เป็นส่วนประกอบหลักของทุกเซลล์ในร่างกาย
- เพิ่มภูมิคุ้มกัน และถ้าได้รับโปรตีนและไขมันที่จำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์มีความแข็งแรงมากขึ้น
ถ้าขาด โปรตีน หรือได้รับโปรตีนน้อยกว่าความต้องการ
- ทำให้แก่ก่อนวัยอันควร และร่างกายทำงานผิดปกติ

2. แป้ง เผือก มัน ข้าว และน้ำตาล เป็นอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรท
บทบาทของคาร์โบไฮเดรท
- เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายเลือกใช้เป็นอันดับแรก
- เป็นพลังงานชนิดเดียวเท่านั้นที่สมองใช้

3. ผักชนิดต่าง เป็นอาหารประเภท วิตามิน และแร่ธาตุ
บทบาทของวิตามิน
- เป็นตัวช่วยในการนำเอา โปรตีน คาร์โบไฮเดทและไขมัน เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน
- ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
บทบาทของแร่ธาตุ
- มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโต
- พัฒนากระบวนการทางชีวภาพของกระดูกกล้ามเนื้อ และสมอง การผลัดเซลล์ การสร้างเซลล์ใหม่ การสร้างเลือด การเผลาผลาญอาหาร เป็นต้น
ซึ่งวิตามิน เป็นสารที่มีมากในผักชนิดต่าง ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้
ถ้าขาด วิตามินและแร่ธาตุ จะทำให้ร่างกายทำงานไม่ปกติ หรือด้อยสมรรถภาพลง เช่น ตาฝ้าฟาง เพราะขาดวิตามินเอ เป็นต้น

4. ผลไม้ชนิดต่างๆ เป็นอาหารประเภท วิตามิน และแร่ธาตุ
บทบาทของวิตามิน
- เป็นตัวช่วยในการนำเอา โปรตีน คาร์โบไฮเดทและไขมัน เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน
- ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
บทบาทของแร่ธาตุ
- มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโต
- พัฒนากระบวนการทางชีวภาพของกระดูกกล้ามเนื้อ และสมอง การผลัดเซลล์ การสร้างเซลล์ใหม่ การสร้างเลือด การเผลาผลาญอาหาร เป็นต้น
ซึ่งวิตามิน เป็นสารที่มีมากในผลไม้ชนิดต่าง ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้
ถ้าขาด วิตามินและแร่ธาตุ จะทำให้ร่างกายทำงานไม่ปกติ หรือด้อยสมรรถภาพลง เช่น ตาฝ้าฟาง เพราะขาดวิตามินเอ เป็นต้น

5. ไขมัน
บทบาทของไขมัน
- เป็นแหล่งสะสมพลังงานของร่างกาย
- ช่วยดูดซึมวิตามินชนิดละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค
แบ่งได้เป็นสองชนิด คือ
- ไขมันดี โดยไขมันดีจะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาใช้เองได้ จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการ มีมากในปลา ผัก ถั่ว และเมล็ดธัญพืช
- ไขมันร้ายพบมากใน เนื้อ ขนมบรรจุ ขนมอบ บรรจุห่อ ที่ใช้น้ำมันทอด ซึ่งทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ในเลือดสูงทำให้เป็นโรคหัวใจได้


 

                                                                                           ที่มา : http://www.dreampoem.com/forum/index.php?t
                                                                                           วันที่ 4 ก.พ 2556